เรื่องน่ารู้ไลฟ์สไตล์

หมวดหมู่: สาระน่ารู้

มาดู ฐานข้อมูลสาระนิเทศในระบบออนไลน์ ในปี 2547 กัน !!

ฐานข้อมูล ออนไลน์ 2547 !

ฐานข้อมูล ออนไลน์ 2547

ฐานข้อมูลสาระนิเทศในระบบ ออนไลน์ ที่สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหงบอกรับในปีงบประมาณ 2547 จำนวน 4 รายชื่อ ประกอบด้วย

  1. ABI/INFORM เป็นฐานข้อมูลทางด้านการบัญชีและการตรวจสอบ การประมวลผล และการจัดการสารนิเทศ เศรษฐศาสตร์ การเงินและการจัดการ กฎหมายและการภาษี วิทยาการจัดการ การตลาด การโฆษณาและการขาย การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การสื่อสาร อสังหาริมทรัพย์ การดูแลสุขภาพ การประกัน การธนาคาร และรัฐประศาสนศาสตร์ รวมบทความจากวารสารทั่วโลกทั้งหมด ประมาณ 800,000 บทความ จากวารสารประมาณ 1,970 ชื่อ ให้ข้อมูลในรูปบรรณานุกรมและสาระสังเขปและเนื้อหาฉบับเต็ม ( Full Text ) โดยให้ข้อมูลในรูปบรรณานุกรมและสาระสังเขป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971-ปัจจุบัน และเนื้อหาฉบับเต็ม (Full Text) จากวารสารประมาณ 919 ชื่อ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991-ปัจจุบัน
  2. Academic Research Library เป็นฐานข้อมูลทางด้านธุรกิจ การศึกษา วรรณกรรม รัฐศาสตร์ จิตวิทยา และสาขาวิชาอื่นๆ 15 สาขา ได้แก่ ศิลปะ ธุรกิจ การศึกษา ความสนใจทั่วไป สุขภาพ มนุษย์ กฎหมาย จิตวิทยา สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การทหาร และสตรี ให้ข้อมูลในรูปบรรณานุกรม และสาระสังเขป และเนื้อหาฉบับเต็ม (Full Text) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971-ปัจจุบัน
  3. Gale Expanded Academic ASAP เป็นฐานข้อมูลทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวบรวมบทความจากวารสารวิชาการที่มีชื่อเสียง และจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยม ให้ข้อมูลในรูปบรรณานุกรม และสาระสังเขป และเนื้อหาฉบับเต็ม (Full Text) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984-ปัจจุบัน
  4. Psychology Journals เป็นฐานข้อมูลทางด้านจิตวิทยา และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องมากกว่า 488 ชื่อ จากประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักร ให้ข้อมูลในรูปบรรณานุกรม และสาระสังเขป และเนื้อหาฉบับเต็ม (Full Text) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992-ปัจจุบัน

การเข้าใช้ฐานข้อมูลสารนิเทศในระบบออนไลน์ จะอนุญาตเฉพาะบุคลากรของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเท่านั้น ผู้ใช้สามารถเข้าใช้ได้ที่ www.lib.ru.ac.th ฉะนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะติดต่อเข้าใช้จะต้องเป็นเครื่องที่มี IP ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเท่านั้น หรือผู้ใช้สามารถเข้าใช้ได้ที่ ห้องบริการสืบค้นด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ฝ่ายบริการช่วยการค้นคว้าวิจัยและบริการพิเศษ อาคาร 3 ชั้น 3

อ่านต่อ

Continue Reading

มาทำความเข้าใจและ รู้จักกับ ภาคใต้ในอดีต !! กันเถอะ

ภาคใต้ ในอดีต !!

ภาคใต้ ซึ่งอยู่ในดินแดนแหลมมลายู เป็นถิ่นที่มีมนุษย์อยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฏหลักฐานเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ของสมัยนั้น และภาพเขียนสีตามถ้ำหลายแห่ง มนุษย์ในสมัยโบราณที่ยังคงสืบเผ่าพันธุ์มาจนทุกวันนี้ ได้แก่ พวกเซมัง และซาไก

มาทำความเข้าใจและ รู้จักกับ ภาคใต้ ในอดีต !! กันเถอะ - สาระน่ารู้

ยุคต่อมามีหลักฐานทางโบราณคดีว่า มนุษย์ในดินแดนแถบนี้มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่กันเป็นชุมชน มีอารยธรรมเป็นของตนเองมาก่อน ตามคัมภีร์ของอินเดียกล่าวถึงสุวรรณทวีป และสุวรรณภูมิว่ามีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล และต่อมาในสมัยต้นพุทธกาลก็กล่าวถึงการติดต่อระหว่างดินแดนในย่านเอเชียอาคเนย์กับอินเดีย รวมถึงทางภาคใต้ของไทยด้วย อินเดียมาติดต่อค้าขายและเผยแพร่อารยธรรมในภูมิภาคนี้ก่อนชนชาติอื่น เช่น เผยแพร่ศาสนาฮินดู พุทธศาสนา ขนบประเพณีพราหมณ์ การปกครอง และประเพณีในราชสำนัก รวมทั้งศิลปกรรมต่าง ๆ

ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 5-6 จีนเริ่มมาติดต่อค้าขายกับเอเชียอาคเนย์ สมัยอาณาจักรฟูนัน ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรือง ราวพุทธศตวรรษที่ 6-10 มีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขง หรือบริเวณประเทศกัมพูชา และตอนใต้ของเวียตนามในปัจจุบัน ฟูนันมีอำนาจปกครองภาคใต้ไปตลอดแหลมมลายู แหลมมลายูในขณะนั้นมีแคว้นต่าง ๆ ที่สำคัญ ซึ่งปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุจีนคือ แคว้นตักโกละ แคว้นลังกาสุกะ แคว้นพานพาน และแคว้นตามพรลึงค์

ในราวปี พ.ศ. 1170 อาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจลงตกอยู่ภายใต้อาณาจักรเจนละ แคว้นต่างๆ รวมทั้งในแหลมมลายูที่เคยอยู่ใต้อำนาจการปกครองของฟูนันได้เป็นอิสระ และมีบทบาทมากขึ้น อาณาจักรทวาราวดี ซึ่งอยู่ทางภาคกลางของประเทศไทยก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน

แคว้นตักโกละ เป็นเมืองค้าขายตั้งอยู่บนฝั่งทะเลตะวันตกของแหลมมลายู เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่พ่อค้าอินเดีย อาหรับ และจีนโบราณ ซึ่งมาเดินเรือค้าขายอยู่ในแถบนี้ เชื่อกันว่าเมืองนี้อยู่ที่ตะกั่วป่า (นักวิชาการบางท่านว่าน่าจะอยู่ที่ท่าเรือของจังหวัดตรัง คือแถบอำเภอปะเหลียน อำเภอกันตรังปัจจุบัน)

แคว้นลังกาสุกะ ก่อตั้งมาแต่โบราณอยู่ภายใต้อิทธิพลของฟูนันเป็นเวลานาน นักวิชาการส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวไทย คือบริเวณจังหวัดปัตตานีปัจจุบัน

แคว้นพานพาน อยู่เหนือลังกาสุกะคือบริเวณอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานีปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดวัฒนธรรมอินเดียไปยังทวาราวดีด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 1100 จึงย้ายไปตั้งเมืองใหม่ ที่ตามพรลึงค์

แคว้นตามพรลึงค์ ตั้งอยู่เหนือลังกาสุกะขึ้นมา คือบริเวณนครศรีธรรมราชปัจจุบัน ตั้งขึ้นราวปี พ.ศ. 1100 สืบต่อจากพานพาน เป็นศูนย์กลางการค้าหลายสมัย ภายหลังตกอยู่ภายใต้อำนาจกัมพูชา และศรีวิชัย

อาณาจักรศรีวิชัย หลังสิ้นอำนาจฟูนันแล้ว เจนละ หรือกัมพูชา ได้มีอำนาจสืบต่อมา ไม่ได้ขยายอำนาจแผ่ลงไปทางทะเลตอนใต้เหมือนฟูนัน ศรีวิชัยเดิมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฟูนัน จึงได้แยกตัวออกเป็นอิสระ ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 13 อาณาจักรศรีวิชัยมีอำนาจมากขึ้น มีศูนย์กลางหรือเมืองหลวงอยู่ที่เมืองปาเลมบัง ในเกาะสุมาตรา นักวิชาการหลายท่านลงความเห็นว่าน่าจะเป็นอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีปัจจุบัน

ศรีวิชัย ได้ขยายอาณาเขตออกไปยังชวาและปลายแหลมมลายูตลอดมาจนถึงเมืองไชยา (เหนือขึ้นไปเป็นอาณาเขตทวาราวดี) จากไชยาลงไปทางใต้ จึงปรากฏร่องรอยของศิลปสมัยศรีวิชัยอยู่เป็นอันมาก เป็นศิลปกรรมในพุทธศาสนามหายาน เช่น พระพิมพ์ดินดิบ พระพุทธรูป และพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นต้น ศรีวิชัย มีอำนาจสืบต่อมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 จึงเสื่อมอำนาจลง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของชวา ในพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรไทยทางตอนเหนือ (สุโขทัย) เริ่มมีอำนาจขึ้น และต่อมาก็ได้ครอบครองดินแดนตลอดแหลมมลายู

อ่านต่อ

Continue Reading

เคยรู้จัก หรือ ได้ยินคำว่า ห้องสมุดเสียง !! กันมาบ้างหรือไม่ !?

ห้องสมุดเสียง !!

ห้องสมุดเป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรสารนิเทศในสาขาต่างๆมากมายให้ทั้งความรู้และความบันเทิงควบคู่กันไป ห้องสมุดเสียงแตกต่างจากห้องสมุดอื่นๆอย่างไร ทำไมจึงเรียกว่า “ห้องสมุดเสียง” เรามาหาคำตอบได้จากบทความเรื่องห้องสมุดเสียง

เคยรู้จัก หรือ ได้ยินคำว่า ห้องสมุดเสียง !! กันมาบ้างหรือไม่ !?

ห้องสมุดเสียงแห่งแรกในประเทศไทย

ห้องสมุดเสียง คือ สถานที่เก็บรักษาวัสดุรวบรวมเสียงต่างๆบันทึกลงแถบเสียงไว้ โดยจัดแยกหมวดหมู่ตามประเภทของรายการบรรจุไว้ในตู้เก็บ พร้อมทั้งรายละเอียดของแถบเสียงแต่ละม้วนคล้ายการจัดเก็บหนังสือในห้องสมุด ถ้าเราต้องการเสียงแบบใด ชนิดใด เราสามารถกดปุ่มแสดงความต้องการ เราก็จะได้รับฟังเสียงที่เราอยากทราบ พร้อมกับรายละเอียดของเสียงนั้นๆ ในทันที

ความเป็นมาของห้องสมุดเสียง

ห้องสมุดเสียงแห่งแรกของไทยนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ในบริเวณพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐมผู้ริเริ่มก่อตั้ง คือ ศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล

วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน

  1. เพื่อเสริมการสอนวิชาต่างๆตามหลักสูตรด้วย “เสียง” ตามที่ผู้สอนต้องการ
  2. เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ศึกษาตามลำพังนอกเวลาเรียนและให้ได้รับความบันเทิงตามสมควร
  3. รักษาสมบัติ วัฒนธรรมทางเสียงไว้เพื่อการศึกษาค้นคว้าในอนาคต

เสียงที่ห้องสมุดเสียงเก็บรวบรวมไว้

เก็บในรูปของแถบบันทึกเสียงต้นฉบับ ( Master Tape ) สำหรับการศึกษาค้นคว้า แบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ

  1. พระสุรเสียง ได้แก่ กระแสพระราชดำรัส และพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้สำเนารวบรวมไว้ในห้องสมุดเสียงของมหาวิทยาลัยศิลปากร
  2. วัฒนธรรมประเพณี ศาสนา ได้แก่งานพิธีต่างๆ การอ่านคำประพันธ์ เพลงชาติ เพลงพื้นเมือง พิธีกรรมทางศาสนา ฯลฯ ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ
  3. การพูด ได้แก่วาทะของบุคคลสำคัญ เนื่องในโอกาสต่าง ๆ แบ่งเป็นสุนทรพจน์ คำปราศรัย คำบรรยาย ปาฐกถา การรายงานข่าว การเล่าเรื่อง การสนทนา การสัมภาษณ์ การประชุม การสัมมนา การอภิปราย ฯลฯ ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ
  4. การแสดง ได้แก่ ดนตรี นาฏศิลป์ เพลงพื้นเมือง เพลงไทยเดิม ละคร อุปรากร ฯลฯ ทั้งภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ
  5. บทเรียน ได้แก่ บทเรียนเสริมการสอนวิชาต่าง ๆ โดยเฉพาะบทเรียนเสริมทักษะภาษาต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนอยู่ เช่น ภาษาจีน ฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ ฯลฯ

วิธีการค้นหารายชื่อของรายการเสียง

เพื่อให้สามารถค้นหารายชื่อของรายการเสียงที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ห้องสมุดเสียงจึงมีวิธีการเรียงลำดับรายชื่อรายการทั้งหมด ดังต่อไปนี้

  1. แบ่งแถบเสียงทั้งหมดออกเป็น 5 หมวดใหญ่ ตามประเภทเนื้อหาของรายการ หมวดของแถบเสียงที่จัดไว้ในห้องสมุดเสียง ได้แก่
    • หมวดพระสุรเสียง
    • หมวดวัฒนธรรมประเพณี ศาสนา
    • หมวดการพูด
    • หมวดการแสดง
    • หมวดบทเรียน
  2. ในแต่ละหมวด จัดแบ่งเป็นหัวเรื่องใหญ่ และหัวเรื่องย่อย เช่น หมวดวัฒนธรรมประเพณี ศาสนา
    หมู่หัวเรื่องใหญ่ วัฒนธรรมประเพณี การอ่านคำประพันธ์
    หมู่หัวเรื่องย่อย การอ่านคำประพันธ์ กาพย์
    หลังจากการแบ่งรายชื่อของรายการออกเป็นหมวด หมู่ หัวเรื่องใหญ่ และหมู่หัวเรื่องย่อยแล้วจึงเป็นรายละเอียดของแต่ละรายการเรียงตามลำดับตัวอักษร ซึ่งประกอบด้วยชื่อเรื่อง ชื่อผู้พูด หรือผู้แสดง สถานที่พูดหรือแสดง วันเดือนปีที่บันทึกเสียง ตลอดจนความยาวของแต่ละรายการ ทั้งนี้ทางด้านขวามือจะเป็นเลขทะเบียนของแถบบันทึกเสียงของแต่ละม้วน เช่น
    หมวด การพูด
    หมู่หัวเรื่องใหญ่ การพูด : การบรรยาย
    หมู่หัวเรื่องย่อย : บรรยาย-การศึกษา
    ชื่อเรื่อง การศึกษาเบื้องต้น
    ม.ล.ปิ่น มาลากุล
    4 ธันวาคม 2523 (1 ชั่วโมง)

บทความเรื่องห้องสมุดเสียงนี้เป็นเพียงการนำเอาข้อมูลบางส่วนที่เห็นว่าน่าสนใจมาเขียน ถ้าหากท่านผู้ใดสนใจในรายละเอียดของเรื่องทั้งหมดสามารถหาอ่านได้ที่ หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ 26 ที่ชั้น 1 อาคาร 3 ฝ่ายบริการช่วยการค้นคว้าฯ (พ.ศ. 2560 ให้บริการสารานุกรมฯ  ที่ชั้น 3 อาคาร 3)

อ่านต่อ

Continue Reading

หลายคนสงสัยว่าทำไมมี สิงโตตั้งคู่ หน้าสำนักหอสมุดกลาง แสดงถึงอะไร !?

หลายคนสงสัยว่าทำไมมี สิงโตตั้งคู่ อยู่หน้าสำนักหอสมุดกลาง ยังไม่มีผู้ใดให้คำตอบที่แท้จริงได้ แต่คงพอจะตอบให้หายข้องใจได้บ้างว่า สิงโต เป็นเจ้าป่า กล้าหาญไม่มีสัตว์ใดเทียบได้ และยังมีอำนาจแผ่ไปทั่วทุกทิศ

หลายคนสงสัยว่าทำไมมี สิงโตตั้งคู่ หน้าสำนักหอสมุดกลาง แสดงถึงอะไร !?

สิงโตมีความสัมพันธ์กับฮวงจุ้ยในฐานะเป็นสิ่งสิริมงคล คนจีนสมัยโบราณนิยมตั้งสิงโตหินไว้ตรงสองข้างประตู เพื่อข่มหรือขับไล่สิ่งชั่วร้าย โดยเชื่อว่าสิงโตสามารถขจัดสิ่งชั่วร้ายได้ ทำให้ภูติผีปีศาจนอกประตูไม่กล้ากล้ำกรายเข้ามาในบ้าน โดยเฉพาะหน้าประตูของสถานที่ราชการ จะตั้งสิงโตหินไว้หนึ่งคู่ ซึ่งนอกจากจะทำให้น่าเกรงขามแล้วยังถือเป็นสัตว์มงคล จะนำสิ่งอันเป็นมงคลมาสู่คนในสถานที่นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้หน้าประตูสถานที่ราชการและจวนหรือบ้านพักของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของจีน จึงนิยมตั้งสิงโตหินไว้หน้าประตูหนึ่งคู่ ภายหลังจึงมีการนำสิงโตหินมาใช้ขับไล่สิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งอัปมงคล ต่อมามีการย้ายสิงโตจากนอกบ้านเข้ามาตั้งไว้ในบ้านแทน

ในทางฮวงจุ้ยกำหนดว่าต้องตั้งในตำแหน่งที่ถูกโฉลกกันกับบ้านและเจ้าของบ้าน จึงจะขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้ นอกจากสิงโตจะเป็นสัตว์มงคลที่ให้พลัง อำนาจ บารมีและความแข็งแกร่งแล้ว ยังช่วยเสริมฐานะทางการเงินและชื่อเสียงด้วย

การตั้งสิงโตในบ้านต้องดูขนาดของสิงโตให้เหมาะสมกับขนาดของบ้าน บ้านที่ใหญ่ กว้างเหมาะกับสิงโตขนาดใหญ่ ถ้าบ้านมีขนาดเล็กก็ควรประดับด้วยสิงโตขนาดเล็ก การจัดแต่งไม่สมดุลจะทำลายพลังที่ดีและทำให้อับโชคได้เช่นกัน

สำหรับสิงโตคู่หน้าสำนักหอสมุดกลาง คาดว่าน่าจะมาจากที่สถาปนิกได้นำหลักการทางฮวงจุ้ย ในเรื่องของทำเล ที่ตั้ง ทิศทาง การจัดสภาพแวดล้อม อาศัยทิศทางความสมดุลของธรรมชาติ และการประดับสิ่งสิริมงคลมาใช้ประกอบการออกแบบ โดยอาศัยหลักการที่ว่า

  1. สิงโตหินจะต้องวางเป็นคู่ เป็นตัวเมีย 1 ตัวและตัวผู้ 1 ตัว หากว่าตัวใดตัวหนึ่งแตกหักเสียหาย จะต้องรีบเปลี่ยนสิงโตหินคู่ใหม่เลย อย่าตั้งตัวที่เหลือให้อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย รวมทั้งควรปรับปรุงทาสีให้ดูใหม่อยู่เสมอ
  2. ต้องหันหัวสิงโตออกด้านหน้าสถานที่ราชการเสมอ อย่าหันหัวสิงโตเข้ามาในสถานที่ราชการ หรือบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าสิงโตหันหัวออกด้านนอกจะช่วยขับไล่หรือหยุดยั้งสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามารบกวนคนที่อยู่ภายในสถานที่ราชการหรือบ้านนั้น ๆ โดยทั่วไปแล้วสิงโตหินที่ตั้งไว้ตามบ้านเรือนหรือสถานที่ราชการจะหันหัวออกด้านนอกบ้านหรือสถานที่ราชการเสมอ หมายถึงการหันหัวออกไปทางประตูใหญ่ หรือหันหัวออกนอกหน้าต่าง จะประกันได้ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

สิงโตหินคู่ที่ตั้งอยู่หน้าอาคารสำนักหอสมุดกลางนั้น ตั้งอยู่ห่างจากตัวอาคาร เดิมตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่สองข้างทางเดินด้านหน้า แต่เมื่อมีการปรับภูมิทัศน์โดยรอบอาคารสำนักหอสมุดกลาง เมื่อปี พ.ศ. 2545 โดยปรับทางเดินด้านหน้าให้เป็นสนามหญ้า ทำให้ความโดดเด่นของสิงโตลดลง แต่ยังคงยืนคู่กันอยู่สนามด้านหน้าอาคาร เปรียบเสมือนตั้งสิ่งประดับที่เป็นสิริมงคล สกัดสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามาทำร้ายคนในสำนักหอสมุดกลาง ถ้าคนคนนั้นกระทำแต่ความดีความชอบความเจริญงอกงามให้แก่ราชการ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสิงโตคู่หน้าสำนักหอสมุดกลาง ดูจะเล็กลงไม่สมดุลกับตัวอาคารที่ขยายเพิ่มเป็นอาคาร 2 และอาคาร 3 อย่างไรก็ตามหากท่านใดมีคำตอบที่แท้จริงในเรื่องสิงโตคู่หน้าสำนักหอสมุดกลาง ขอได้โปรดแจ้งผู้เขียนด้วยจักขอบคุณยิ่ง

อ่านต่อ

Continue Reading

พริกเรื่องเผ็ดร้อนที่น่ารู้

พริกเรื่องเผ็ดร้อนที่น่ารู้ !!

ตั้งแต่เล็กจนโตเราจะพบว่าในอาหารไทยส่วนใหญ่ มีพริกเป็นเครื่องปรุงอยู่ด้วยเสมอ เดิมเราจะได้ยินอยู่เสมอว่าการบริโภคพริกมากเกินไปไม่มีประโยชน์ แต่เมื่อมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพริกมากขึ้น ทำให้เราพบว่า นอกจากพริกจะมีสีสัน และความเผ็ดร้อนจะช่วยให้อาหารดูดีมีรสชาติขึ้นแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นยา เป็นอาหารเสริมสุขภาพอีกด้วย

พริกเป็นพืชในวงศ์โซลานาซิอี (Solanaceae) เช่นเดียวกับมะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ และอยู่ในสกุลแคปซิคัม (Capsicum) ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ และมีประวัติการใช้มายาวนานหลายพันปีก่อนที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จะสำรวจพบทวีปอเมริกาเสียอีก เมื่อเขาได้ลิ้มลองรสชาติที่น่าพิศวง เขาจึงนำพืชชนิดนี้ไปเผยแพร่ในยุโรป โดยเรียกชื่อเสียใหม่ว่า พริกแดง (red pepper) ตามลักษณะของสี

หลายคนสงสัยว่าทำไมพริกจึงมีรสเผ็ด?

จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์พบว่าในพริกมีสารเคมีชื่อ แคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้พริกมีรสเผ็ด แคปไซซินเป็นสารธรรมชาติจำพวกอัสคาลอยด์ มีสูตรโมเลกุลคือ C18H27NO3 เสน่ห์ของพริกไม่ได้อยู่ที่ความเผ็ดแต่เพียงอย่างเดียว แต่คุณค่าทางอาหารคือสิ่งที่ทำให้พืชชนิดนี้ได้รับความสนใจ ในการค้นคว้าและทดลองอย่างกว้างขวาง สีเหลือง สีส้ม และสีอื่น ๆ ที่มีอยู่มากมายถึง 20 ชนิดในพริกก็เป็นสารที่ให้ประโยชน์ ที่สำคัญได้แก่ เบตาแคโรทีน (Beta-carotene ) เป็นวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้พริกยังมีวิตามินซีอยู่ในปริมาณที่สูงมากโดยมีปริมาณที่สูงมากกว่าในผลส้มเสียอีก โดยในพริก 28 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง100 มิลลิกรัม และวิตามินเอถึง 16,000 หน่วย

ในปี พ.ศ. 2456 หรือประมาณ 90 ปี มาแล้ว มีผู้ริเริ่มวัดค่าความเผ็ดของพริกเป็นคนแรก คือ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันนี ชื่อ วิลเบอร์ สโควิลล์ (Willbur Scoville) โดยใช้กลุ่มคนที่ชอบทานพริกเป็นกลุ่มทดลอง ต่อมาได้มีการพัฒนาเครื่องมือชื่อ เอช พีแอล ซี (HPLC – pressure liquild chromatography) เข้าช่วยวัด และปรากฏผลความเผ็ดดังนี้

  • อันดับที่หนึ่ง ฮาบาเนโรแดงซาวีนา มีความเผ็ด 580,000 หน่วย นับว่าเผ็ดที่สุดในโลก
  • อันดับที่สอง ฮาบาเนโร
  • อันดับที่สาม พริกขี้หนู พริกสก็อต บอนเนท พริกจาเมก้า
  • อันดับที่สี่ พริกชี้ฟ้า เป็นพริกที่มีความเผ็ดระดับปานกลาง
  • อันดับที่ห้า พริกหยวก หรือพริกหวาน เป็นพริกที่ไม่มีความเผ็ดเลย มีความเผ็ดเป็น 0 หน่วย

ประโยชน์ของพริก

  1. ช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด และทำให้การหายใจสะดวกขึ้น สารแคปไซซินที่อยู่ในพริกมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือสารกีดขวางระบบทางเดินหายใจอันเนื่องจากการเป็นหวัด
  2. ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ช่วยลดความดัน ทั้งนี้ เพราะสารพวกเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีช่วยเสริมสร้างหลอดเลือดให้แข็งแรง เพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับตัวเข้ากับแรงดันระดับต่างๆได้ดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเทอรอล สารแคปไซซินช่วยป้องกันไม่ให้ตับสร้างคอเลสเทรอลชนิดไม่ดี ( LDL)
  4. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
  5. ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด
  6. ช่วยเสริมสร้างสุขภาพและอารมณ์ที่ดี
  7. เป็นเครื่องป้องกันตัว

เป็นไงบ้างคะกับสาระน่ารู้เรื่อง พริกเรื่องเผ็ดร้อนที่น่ารู้ !!

พริกเรื่องเผ็ดร้อนที่น่ารู้ และประโยชน์อีกมากมายที่คุณไม่เคยรู้ !!

อ่านต่อ

Continue Reading

ผ้านวมห่มเด็กๆ ทำเองได้ไม่ยากเลย

ผ้านวมห่มเด็กๆ จะทำเองได้จากเศษผ้า และเสื้อผ้าทุกชิ้นในบ้านที่ขาด คับ หรือซีดแล้ว โดยเลือกตัดตรงที่ดีๆ ที่ซีดเก่า ก็กลับเอาข้างในมาใช้ ตัดให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสใหญ่เท่าๆกัน หรือเป็น 2 ขนาด เย็บต่อกันเข้าเป็นแผ่นเดียวกัน พยายามเลือกตัดให้ต่อได้สีกลมกลืนกัน หรือตัดกัน และเหลี่ยมมุมตรงกัน เมื่อต่อได้ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างยาวพอห่มเด็กได้ถึง 2 ผืนแล้ว ซื้อนวมบางๆ ซึ่งมีราคาถูกมาเพียงผืน 2 ผืน ตามความต้องการให้บางหรือหนา สอดเป็นไส้กลาง ใช้ไหมหรือด้ายมันสีสวยตรึงเป็นจุดห่างๆ พอให้ยึดนวมและผ้าได้ที่ด้านกว้างของปลอกผ้านวมนั้นเปิดไว้ และเย็บโบผูกกันเป็นระยะ เพื่อให้ถอดปลอกออกซักได้

ผ้านวมห่มเด็กๆ จะทำเองได้จากเศษผ้า เรื่องใกล้ตัวที่คุณไม่เคยรู้ !!

อ่านต่อ

Continue Reading

วิธีตัดปากขวดแก้วเล็กๆ เป็นแจกันสวยๆ ทำได้ง่าย ๆ

เพื่อใช้ทำ แจกัน หรือไว้ใช้อย่างอื่นตามใจชอบ

  1. ให้ใช้เชือกชุบน้ำมันก๊าดให้เปียก ผูกรอบปากขวดตรงระดับความสูงที่ต้องการตัด
  2. ตั้งขวดไว้ในอ่างน้ำ แล้วใช้ไม้ขีดจุดไฟที่เชือกนั้นให้ไหม้รอบขวด
  3. แช่ขวดนั้นในน้ำเย็นจัดให้มิดขวด ปากขวดก็จะขาดออกเป็นรอยเรียบ

วิธีตัดปากขวดแก้วเล็กๆ เป็น แจกัน สวยๆ ทำได้ง่ายๆ - สาระน่ารู้

อ่านต่อ

Continue Reading

ปากเหม็นหลังรับประทานต้นหอม และหัวหอมทำไงดี..!?

แก้ ปากเหม็น หลังจากทาน ต้นหอม และหัวหอม !!

หลังรับประทานหัวหอมและต้นหอม กลิ่นลมหายใจและกลิ่นปากมักจะเหม็นภายหลัง แก้ได้โดยรับประทาน ตามคำแนะนำต่อไปนี้ เลือกใช้เพียงข้อเดียวก็ได้ผลแล้วค่ะ

  1. ผักชีจิ้มน้ำส้ม หรือจิ้มเกลือสัก 6 ต้นขนาดกลางๆ
  2. ดื่มนม 1 แก้ว
  3. ดื่มน้ำเย็นที่แช่มะนาวฝานสักชิ้น
  4. ดื่มกาแฟดำ 1 ถ้วย

ปากเหม็น หลังรับประทานต้นหอม และหัวหอมทำไงดี..!?

อ่านต่อ

Continue Reading

บำรุงรักษาดวงตา ราคาประหยัด

บำรุงรักษาดวงตา

  1. พักดวงตา โดยใช้ใบชาซึ่งมีตัวยาที่จะช่วยให้ดวงตาได้พัก และหล่อเลี้ยงความเย็นเข้าไปได้ ถ้าเป็นใบชาที่ห่อไว้ในผ้าบาง และมีด้ายผูกดึงออกมา ให้อุ่นถุงใบชานั้นแล้วนำมาปิดที่ดวงตาทั้งสองข้าง ในราว 2-3 นาทีจึงเอาออก
  2. ตาบวม มีวิธีแก้ไขคือบดมันฝรั่งประมาณ 4 ช้อนชา แล้วประคบบนเปลือกตาและบริเวณรอบๆราว 15 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็น
  3. รอยช้ำใต้หนังตา ชงน้ำชารสเข้มๆสัก 7 ถ้วย แช่แผ่นผ้าขาวลงในถ้วยน้ำชานั้นก่อนนำมาประคบเปลือกตา รอยช้ำนั้นจะค่อยๆหายไป
  4. รอยเส้นใต้ขอบตา แช่ผ้าเช็ดหน้าโปร่งบางลงในน้ำชารสเข้มแล้วผึ่งให้หมาดเล็กน้อย ก่อนนำมาลูบไล้บริเวณรอบดวงตาและที่รอยเส้น ประคบไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงเปิดออก

 

บำรุงรักษาดวงตา ราคาประหยัด สามารถทำง่ายๆด้วยตัวเอง !!

อ่านต่อ

 

 

Continue Reading

เคล็ดลับในการทำไข่ตุ๋น ให้เป็นเนื้อเดียวกัน (อร๊อย อร่อย)

ถ้าใช้น้ำเปล่าผสมลงใน ไข่ตุ๋น จะทำให้เนื้อไข่ตุ๋นมีรูพรุน เพราะมีน้ำและอากาศเข้าไปแทรกอยู่มาก

การจะทำให้เนื้อไข่ตุ๋นเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องใช้น้ำข้าวที่เราหุงข้าวผสมลงไปแทนน้ำ เนื้อไข่จะเป็นเนื้อเดียวกัน (อร่อยมาก)

ข้อควรระวัง..!! น้ำข้าวไม่ใช่น้ำซาวข้าวนะ

เคล็ดลับในการทำ ไข่ตุ๋น ให้เป็นเนื้อเดียวกัน (อร๊อย อร่อย)

อ่านต่อ

 

Continue Reading